
ภาพประกอบ: Kevin Voigt/GettyImages
ชัยชนะเหนือ อังกฤษ ในนัดชิงชนะเลิศ คือเครื่องตอกย้ำว่า สเปน คือชาติที่คู่ควรกับโทรฟี่แชมป์ยูโร 2024 มากที่สุด ชนิดที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
ชัยชนะ 7 นัดรวดตั้งแต่เกมนัดแรกจนถึงนัดชิงชนะเลิศ บวกกับการเป็นชาติที่ยิงประตูในทัวร์นาเมนท์นี้ได้มากที่สุด (15 ประตู) ส่งให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นทีมที่ไร้เทียมทาน จนถูกยกให้เทียบเท่ากับ สเปน ในยุคทอง ที่กวาดเรียบทั้งฟุตบอลโลก และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ในช่วงปี 2008 ถึง 2012
วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่า อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ส่งให้ทัพ “ลา โรฆา” ผงาดครองเจ้ายุโรป ชนิดที่ไม่ว่าใครก็ต้านทานไม่อยู่ ถ้าพร้อมแล้ว ไปลุยกัน
1. โรดรี้ ร่างทอง แดนกลางเป็นของ สเปน ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร
มิดฟิลด์จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือคำตอบข้อแรกที่ชัดที่สุดว่าเหตุใด สเปน จึงก้าวไปถึงจุดสูงสุดในรายการนี้ได้ ด้วยมันสมองในการบัญชาการเกมทั้งรุก และรับ จนทำให้ สเปน ครองพื้นที่สำคัญที่สุดนั้นคือ “แดนกลาง” จนไม่ว่าใครที่ว่ากันว่าอยู่ในระดับเดียวกันทั้ง เยอรมนี, ฝรั่งเศส หรือ อังกฤษ ก็ยังไม่อาจรับมือกับการช่วงชิงพื้นที่ดังกล่าวได้
ด้วยการออกบอลอันแม่นยำถึง 92.84% เช่นเดียวกับการเคลื่อนที่มากถึง 11 กิโลเมตร/นัด ทำให้ โรดรี้ โดดเด่นจนถึงขั้นได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน และว่ากันว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาด เจ้าตัวจะกลายเป็นนักเตะสเปนคนที่สามในประวัติศาสตร์ที่ผงาดคว้ารางวัลบัลลงดอร์ ที่กำลังจะประกาศในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ได้อย่างแน่นอน
2. ปีกนรกสองฝั่ง “วิลเลี่ยมส์ – ยามาล”
นิโก้ วิลเลี่ยม และลามีน ยามาล ทำผลงานได้อย่างเอกอุใน ยูโร 2024 จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งให้ สเปน คว้าแชมป์ได้อย่างสุดยอด โดยเฉพาะการประสานงานกันอย่างรู้ใจ จนฝากรวมกันไว้ที่ 3 ประตู 5 แอสซิสต์ แน่นอนว่าความเร็วของทั้งสอง คืออาวุธที่ทำให้ สเปน ขึ้นเกมทางริมเส้นสองฝั่งได้อย่างไม่กลัวใคร จนทำให้แนวรับคู่แข่งต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบากครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะไม่รู้จะปิดพื้นที่เกมรุกตรงไหนดี เพราะ สเปน มักจะใช้อย่างน้อยสามออปชั่นในการโจมตีเสมอ (รวมพื้นที่ตรงกลางที่ยังมี โรดรี้ และโอลโม่)
3. มาร์ก คูคูเรย่า จิ๊กซอว์สำคัญที่โดดเด่นทั้งรุก และรับ
วิงแบ็คจาก เชลซี ถูกปรามาสไว้ค่อนข้างมากก่อนที่ยูโร 2024 จะเปิดฉาก ด้วยสไตล์ที่ไม่ได้มีจุดแข็งเป็นชิ้นเป็นอัน แถมผลงานในระดับสโมสรก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย แต่ทว่าการลงสนามในสีเสื้อ “กระทิงดุ” หนนี้ คูคูเรย่า กลายเป็นวิงแบ็คที่เติมเกมได้ชนิดที่ไม่รู้จัดเหน็ดเหนื่อย แถมยังลงว่าช่วยเกมรับได้ถูกที่ถูกเวลาเสมอ จนถูกสื่อในยุโรปยกให้เป็นอีกหนึ่งคีย์แมนสำคัญที่ช่วยให้ สเปน คว้าแชมป์เลยทีเดียว
4. แทคติกที่ไม่ต้องหวือหวา แต่ชัดเจน และต้องทำได้ของ หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต้
สเปน มีรูปแบบแนวทางการเล่นที่ชัดเจน ด้วยรูปแบบ สไตล์ วิธีการเซ็ตเกมรุก การช่วยกันเล่นเกมรับ บอลเท้าสู่เท้าที่ทรงประสิทธิภาพ ความละเอียดในสถานการณ์ต่างๆ ในเกม ทั้งหมดนี้คือวิธีการที่ หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต้ วางไว้ได้อย่างแยบยล และเนียนตา โดยไม่จำเป็นต้องเอนอ่อนต่อวิธีการของคู่แข่ง ไม่ว่าทีมๆ นั้นจะเป็นใครก็ตาม สเปน ก็จะยึดมั่นในรูปแบบของตัวเอง เห็นได้ชัดจากทุกๆ เกมในยูโรหนนี้ที่มีบางแมตช์ สเปน ต้องตกเป็นรองคู่แข่ง แต่สุดท้าย สเปน ก็ยังจะเอาบอลมาวางกลางสนาม และกลับมาเล่นในแบบของตัวเองเสมอ
5. ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง “ความสด” และ “ประสบการณ์”
สเปน มีผู้เล่นที่อายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไปมากถึง 7 คน จนถูกหลายๆ คนมองว่า พวกเขามีขุมกำลังที่ดูแก่เกินไป แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความกดดันในยูโร 2024 นักเตะเหล่านี้แหละที่ต่างช่วยประคับประคองแข้งดาวรุ่งในทีมให้เอาตัวรอดได้ ลองจินตนาการว่าในช่วงท้ายเกมที่พบกับ เยอรมนี หาก ดานี่ กาบาร์ฆาล ไม่ตัดสินใจคว้าตัว จามาล มูเซียล่า และยอมโดนใบแดงเพื่อตัดเกมจังหวะอันตราย สเปน ก็อาจจะเสียประตูจากจังหวะนั้นเลยก็ได้ นี่คือความแตกต่างที่ สเปน ผสมผสานระหว่างความสด และประสบการณ์ได้อย่างลงตัวจนสามารถคว้าแชมป์ได้ในท้ายที่สุด
📌 เก่งพอ ก็แก่พอ! ทั่วโลกยกย่อง ลามีน ยามาล หลังคว้าแข้งดาวรุ่งยอดเยี่ยมยูโร 2024
📲Facebook: https://www.facebook.com/SabasportsThailand/
💻YouTube: https://www.youtube.com/@sabasportsthailand/videos
🕹Discord: https://dsc.gg/sabasports
🎼TikTok: https://www.tiktok.com/@sabasportsthailand
📸Instagram: https://www.instagram.com/sabasports.th
